IV vitamin


      IV (Intravenous)  หมายถึงการให้สารอาหารหรือวิตามินโดยตรงเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางหลอดเลือดดำ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การให้ IV วิตามินมักใช้ในทางการแพทย์เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายหรือรักษาภาวะขาดวิตามิน


ข้อดีของการฉีดวิตามินผิว IV Drip

นอกจากช่วยในเรื่องฟื้นฟูผิวพรรณแล้ว การทำ VI Drip ก็ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกเช่น

--  มีให้เลือกหลายสูตร เพื่อตอบสนองความต้องการที่มีอยู่หลายด้านของผู้เข้ารับบริการ

--  ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 45-60 นาทีเท่านั้น

--  ไม่ต้องมีการพักฟื้นใด ๆ หลังทำ สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที

ฉีดวิตามินผิว IV Drip เหมาะกับใคร?

ฉีดวิตามินผิวถือเป็นวิธีเสริมสุขภาพผิวที่เหมาะกับกลุ่มผู้ที่มีความต้องการดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการเสริมระดับความกระจ่างใสของผิว (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละคน)
  • ผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลตนเอง และต้องการวิธีเสริมสุขภาพผิวที่ใช้เวลาไม่นาน
  • ผู้ที่ต้องการทางเลือกอื่นในการเสริมสุขภาพผิว นอกเหนือจากวิธียิงเลเซอร์ ทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และอื่นๆ
  • ผู้ที่อยากเปลี่ยนแปลงสุขภาพผิวตั้งแต่ภายใน ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเนื้อผิวชั้นบนให้ดูดี
  • ผู้ที่อยากเติมสารวิตามินหรือคอลลาเจนอย่างเร่งรัดมากกว่าวิธีกิน หรือควบคู่ไปกับวิธีกิน
  • ผู้ที่ทำงาน ทำกิจกรรมมาอย่างหนัก หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ จนรู้สึกไม่สดชื่นระหว่างวัน และอยากเติมสารกระตุ้นความแข็งแรงกะปรี้กะเปร่าให้กับร่างกาย
  • ผู้ที่อยากกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น



ฉีดวิตามินผิว IV Drip ไม่เหมาะกับใคร?

แม้การฉีดวิตามินผิวจะได้รับความนิยมในปัจจุบัน แต่วิตามินผิวที่ฉีดเข้าไปก็สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ หากคุณยังมีเงื่อนไขด้านสุขภาพหรือโรคประจำตัวบางอย่างที่ไม่พร้อมต่อการรับสารวิตามิน เช่น

  • หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด โรคความดันโลหิตสูง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ยังประคองอาการให้คงที่ไม่ได้หรือยังต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ
  • ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ป่วยโรคตับ
  • ผู้ป่วยโรคไต
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะวิตามินหรือแร่ธาตุเกิน เช่น ภาวะธาตุเหล็กเกิน
  • ผู้ป่วยภาวะพร่องเอนไซม์ หรือภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (G6PD Deficiency)

นอกเหนือจากโรคที่ได้กล่าวไปข้างต้น ยังอาจมีโรคประจำตัวหรือภาวะอื่นๆ ที่ไม่เหมาะต่อการฉีดวิตามินผิวอีก ดังนั้นก่อนฉีดวิตามินผิวทุกครั้งควรแจ้งโรคประจำตัวและอาการเจ็บป่วยต่างๆ ให้แพทย์ทราบล่วงหน้า


การเตรียมตัวก่อนฉีดวิตามินผิว IV Drip

สิ่งที่ควรทำก่อนไปฉีดวิตามินผิวมีอยู่ 2 ส่วนสำคัญที่ไม่ควรพลาด

  1. แจ้งโรคประจำตัว รวมถึงประวัติสุขภาพ ยาประจำตัวที่กำลังรับประทานอยู่ วิตามินเสริม สมุนไพรเสริมสุขภาพทุกชนิดกับทางสถานพยาบาล เพื่อป้องกันผลกระทบหลังฉีดซึ่งเกิดจากเงื่อนไขด้านสุขภาพ
  2. ต้องรู้ความต้องการของตนเอง ว่าอยากให้การฉีดวิตามินผิวช่วยปรับปรุงสุขภาพในด้านใด จากนั้นปรึกษากับแพทย์เกี่ยวกับสูตรวิตามินและปริมาณวิตามินที่ฉีดซึ่งเหมาะต่อความต้องการเสียก่อน

ขั้นตอนการฉีดวิตามินผิว IV Drip

การฉีดวิตามินผิวมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน ใช้ระยะเวลาโดยรวมมักไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยมักมีขั้นตอนดังต่อไปนี้


  1. ผู้เข้ารับบริการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต
  2. เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดผิวส่วนที่จะฉีดวิตามิน
  3. เริ่มเจาะเข็มเข้าหลอดเลือดดำ และฉีดวิตามินผิวเข้าหลอดเลือด
  4. หากเป็นแบบฉีดด้วยเข็มไซริงค์ แพทย์จะค่อยๆ ฉีดผลักสารวิตามินเข้าสู่หลอดเลือดจนหมดอย่างช้าๆ แต่หากเป็นการฉีดแบบถุงน้ำเกลือ หลังจากเจาะเข็มเชื่อมถุงน้ำเกลือเสร็จแล้ว ผู้เข้ารับบริการสามารถนั่งหรือนอนรอจนกว่าวิตามินจะเข้าหลอดเลือดจนหมดได้ ซึ่งโดยปกติทางสถานพยาบาลจะเตรียมโซฟาสำหรับนั่งรอเอาไว้ให้
  5. หลังจากฉีดวิตามินจนหมด เจ้าหน้าที่จะนำเข็มออกให้ แล้วปิดผิวส่วนที่เจาะเข็มด้วยผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์ จากนั้นผู้เข้ารับบริการสามารถกลับบ้านได้


การดูแลตนเองหลังฉีดวิตามินผิว IV Drip

แม้การฉีดวิตามินผิวจะทำให้วิตามินเข้าสู่ร่างกายได้เร็วขึ้น แต่ก็ยังต้องมีการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมร่วมด้วย เพื่อให้สารวิตามินคงอยู่ในร่างกายได้นานขึ้นรวมถึงกระตุ้นให้ผลลัพธ์หลังฉีดวิตามินเห็นได้ชัดขึ้นกว่าเดิม

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัดๆ เพราะจะยิ่งทำให้เพิ่มโอกาสผิวหมองคล้ำง่ายขึ้น หรือหากจำเป็นต้องออกไปในที่โล่งแจ้ง ให้ทาครีมกันแดด SPF 50+ ขึ้นไป
  • งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ในระยะยาวไม่มีกำหนด มิฉะนั้นอาจยิ่งเป็นการทำร้ายผิวและทำให้ผลลัพธ์จากการฉีดวิตามินไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
  • หมั่นทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเสริมความชุ่มชื้นให้กับผิวอยู่เช่นเดิม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้สารวิตามินและแร่ธาตุต่อร่างกายอย่างครบถ้วน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายทุกวัน
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ วันละ 30-60 นาที เพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ และทำให้ระบบเมตาบอลิซึมซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับสุขภาพทุกส่วนทำงานดีขึ้น

และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ RYA Clinics สาขา RCA

สามารถทักมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ RYA Clinic คลินิกที่ใหญ่ที่สุดในย่าน RCA